SCG ฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก วาง 4 กลยุทธ์ สู้ปี 2569 โชว์การเงินแกร่ง EBITDA โต 6%

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน แต่เอสซีจี (SCG) ยังคงยืนระยะได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยการยึด “กระแสเงินสด” เป็นหัวใจของการบริหารธุรกิจ พร้อมคุมวินัยการเงินอย่างเข้มข้น สะท้อนผ่านตัวเลขผลการดำเนินงานที่แข็งแรงกว่าปีก่อน แม้บริบทเศรษฐกิจจะท้าทายรอบด้าน

‘ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเศรษฐกิจไทยเองที่เผชิญกับ ค่าเงินบาทแข็งที่ค่าขึ้นกว่า 7% เมื่อเทียบปีก่อน หนี้ครัวเรือนในประเทศอยู่ในระดับสูง สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน รวมถึงวิกฤตอุทกภัยในหลายพื้นที่ของไทย ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมี

อย่างไรก็ตาม เอสซีจีสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) ได้ถึง 55,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2567 ขณะที่ หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท สะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี 

อีกทั้งเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ  พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมิติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568

สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่

1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท 

2.) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประประหยัดค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

3.) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ ตามแผน 30,737 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท

[ มองปี 2569 เศรษฐกิจยังชะลอ แต่ “โอกาส” เริ่มชัด ]

โดยเอสซีจีประเมินว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลส์มีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง และราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง เอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนที่ภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแนวโน้มดีต่อเนื่อง เอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด เอสซีจีจึงวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสดังกล่าวในปี 2569 ไว้ 4 ด้าน

[ กลยุทธ์หลัก เอสซีจี ปี 2569 ]

      1. เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics
      2. เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กรเดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” ชู “เวียดนาม” เป็นฐานการผสินค้า เช่น ปูนชีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ชเลน และการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าปี 2569 GDP เวียดนามจะโต 7.0% ต้นทุนทุนที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศ ขยายพอร์ตสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้ง “สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – Smart Value Products (SVP)” “สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง – High Value Added (HVA) Products” และ “สินค้ากรีน – Green Products”
      3. เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยึดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ โดยโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570
      4. เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจต่าง ๆ ในปี 2569 

[ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูซันส์, เอสซีซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ]

 เดินหน้าเสริมความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการลดต้นทุน ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิงทดแทน รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต จนถึงการยกระดับการให้บริการด้วย AI ของ SCG HOME Online ที่ช่วยแนะนำสินค้า เปรียบเทียบทางเลือก และสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าให้ง่ายและสะดวกขึ้น 

ขณะเดียวกัน ยังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Gen 4 ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น และ คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (Ultra-High Performance Concrete: UHPC) ที่มีความแข็งแรงและทนทานสูง เพื่อตอบโจทย์งานก่อสร้างยุคใหม่ 

ในด้านพอร์ตสินค้าและบริการ เอสซีจีปรับให้ครอบคลุมความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ทั้ง Smart Value Products (SVP), High Value Added (HVA) และ Green Products สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหาความแตกต่างและให้ความสำคัญกับเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมต่อยอดงานบริการรองรับตลาดปรับปรุงและต่อเติมบ้านและอาคาร เช่น บริการติดตั้งและซ่อมแซมหลังคา ระบบผนังกันเสียง โซลูชันประหยัดพลังงานอย่างหลังคาโซลาร์ และโซลูชันดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่าน Active Air Quality จาก ONNEX by SCG

นอกจากนี้ ยังมีการปรับกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขัน โดยใช้เครือข่ายค้าส่งที่แข็งแกร่งเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงลูกค้าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมปรับรูปแบบธุรกิจค้าปลีกจาก Centralization สู่ Localization เพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองความต้องการเฉพาะพื้นที่ และพัฒนาระบบจัดหาและโลจิสติกส์ (Sourcing & Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุน เสริมความสามารถทำกำไรของร้านค้าผู้แทนจำหน่ายในเครือข่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

[ เอสซีจี เดคคอร์ ]

มีการลดต้นทุนการผลิต ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่ม 11% และพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 2 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดเวียดนามภายในประเทศและส่งออก เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน ซึ่งเป็นสินค้า HVA อีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ทำให้ PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านตารางเมตรต่อปีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดในประเทศโดยเฉพาะจากภาครัฐที่เน้นลงทุนในโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานทั่วเวียดนามในปี 2569

เอสซีจีซี เดินหน้า LSP ต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน รักษาฐานลูกค้า และบริหารความยึดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ตลอดจนการเดินหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้แล้วเสร็จในปี 2570

เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ให้มากกว่าร้อยละ 60 ของยอดขายในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ในประเทศไทย เพิ่มส่วนสินค้า Green Polymers และขยายบริการโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะยาว และมีการปรับพอร์ตการลงทุน (Divestment) ให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน

[ เอสซีจีพี ]

เดินหน้าสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถทำกำไร ด้วยการ M&P และขยายธุรกิจ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังเพิ่มความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

[ เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ ]

เร่งเครื่องเชิงกลยุทธ์ ผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สำเร็จ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วเต็มศักยภาพ ยกระดับความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร พัฒนาโซลูชันที่คุ้มค่า ตอบโจทย์เชิงเทคนิค รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนที่แข่งขันได้ รองรับการเติบโตยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต่อยอค Smart Grid Platform โดยใช้ Generative AI เพิ่มความแม่นยำการคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน และยกระดับการบำรุงรักษา รองรับสัญญาชื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ผ่านการใช้โครงข่ายของบุคคลที่สาม เพื่อเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนพัฒนา Heat Battery เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ Rondo และลูกค้าอุดสาหกรรมชั้นนำ ลดต้นทุนและตอบโจทย์การใช้งานจริงยิ่งขึ้น

แม้ในปี 2569 มีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและไทย แต่เอสซีจียังคงเดินหน้า สร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย ในโอกาสใหม่ๆ เพราะเอสซีจีมั่นใจว่า “เข้มข้น เข้มแข็ง เสริมแกร่ง และเอาอยู่”