SCGD โชว์กำไร Q3 แตะ 314 ล้านบาท รับยอดขายเวียดนามโต 20%-ต้นทุนการเงินลด | ข่าวหุ้นธุรกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด(มหาชน) หรือSCGD รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 314.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 304.45 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของยอดขายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม รวมถึงการขยายการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ ประกอบกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินปรับตัวลดลงจากการปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน

ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 5,638 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 5,758 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจในประเทศที่บริษัทมีฐานการผลิต โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain: GP) ที่เพิ่มขึ้น และการขยายตลาดส่งออกตามกลยุทธ์ Regional Optimization

สำหรับตลาดเวียดนาม บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการขายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ตามความต้องการกระเบื้อง GP ที่ขยายตัวมากกว่า 32% แม้ได้รับผลกระทบจากฤดูฝน ขณะที่ยอดส่งออกจากเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 70% จากปีก่อน โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงการขยายตลาดใหม่ในเกาหลีใต้ เม็กซิโก ยุโรปตะวันออก และมาเลเซีย

ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากการขายประมาณ 61% ของรายได้รวม ยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยรายได้จากธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและธุรกิจอื่นอยู่ที่ 2,403 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนธุรกิจสุขภัณฑ์มีรายได้ 1,185 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดในประเทศเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ด้านตลาดฟิลิปปินส์ บริษัทมีรายได้จากการขาย 518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ตลาดอินโดนีเซียมีรายได้ 312 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในตลาดต่างประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีต้นทุนขายในไตรมาส 3/2569 จำนวน 4,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 ล้านบาทจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 283 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า ตามปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงชีวมวลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4 ล้านบาทจากปีก่อน แต่ลดลง 738 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากในไตรมาส 2/2569 มีการบันทึกรายการพิเศษจากโครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิก (Plant Consolidation) เป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด

ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย (Cost of Debt) จาก 2.4% เหลือ 1.7% ผ่านการปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน (Refinancing) ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนความสามารถในการทำกำไร โดยอัตรากำไรตามตัวชี้วัด Adjusted Profit เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.4% จาก 5.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับผลการดำเนินงาน งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 279.16 ล้านบาท ลดลง 62.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 743.68 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันจากตลาดในประเทศไทยที่ชะลอตัว รวมถึงการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ (Business Restructuring Expenses) และการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ (Asset Write-off) ภายใต้โครงการ Plant Consolidation ในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้กำไรสุทธิตามงบการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ รายได้จากการขายงวด 9 เดือนแรกอยู่ที่ 16,560 ล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อน ขณะที่ EBITDA ตามงบการเงินอยู่ที่ 1,742 ล้านบาท ลดลง 31% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลประกอบการที่ไม่รวมรายการพิเศษที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 808 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนที่ 778 ล้านบาท และมี Adjusted EBITDA จำนวน 2,405 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่ากำไรสุทธิที่ลดลงในงวด 9 เดือนมีผลกระทบสำคัญจากการบันทึกรายการพิเศษดังกล่าว

นอกจากนี้ หากพิจารณาผลประกอบการในรูปแบบ Adjusted Cash ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ไม่รวมรายการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่ใช่เงินสดบางประเภท บริษัทมีกำไร Adjusted Profit ในไตรมาส 3/2569 จำนวน 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163% จากไตรมาสก่อนหน้า และมี Adjusted Cash EBITDA จำนวน 839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร

สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 37,027 ล้านบาท เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 8,345 ล้านบาท หนี้สินรวม 17,013 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 20,014 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า สะท้อนฐานะทางการเงินที่ยังมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับแผนการลงทุนในระยะต่อไป

ด้านแผนธุรกิจ บริษัทเดินหน้าโครงการ Plant Consolidation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมติดตั้งเครื่องจักรหลักสำหรับสายการผลิตกระเบื้อง GP ขนาดใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2570 ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ Stone Plastic Composite (SPC) จาก 1.44 ล้านตารางเมตรต่อปี เป็น 2.88 ล้านตารางเมตรต่อปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2570

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง GP ที่โรงงาน Dai Loc ในประเทศเวียดนาม เพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2569 เพื่อรองรับความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 บริษัทประเมินว่าตลาดเวียดนามจะได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลขายสูงและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ขณะที่ตลาดประเทศไทยยังต้องติดตามผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความต้องการซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังสถานการณ์น้ำท่วมอาจช่วยสนับสนุนกำลังซื้อบางส่วน โดยบริษัทยังคงมุ่งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว