“ศุภจี” ปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ชี้ประเทศไทยต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ท่ามกลางมิติการค้าโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น วิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในมิติการค้าโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น วิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนโลจิสติกส์ และกฎกติกาใหม่ของโลก

สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้อง คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในบริบทใหม่
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15–20% ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกและ SMEs
ในด้านเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี 2569 GDP ขยายตัว 2.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดไว้ และต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งมาถึงปีนี้ โดยเฉพาะจากการลงทุนและการส่งออก
สำหรับองค์ประกอบสำคัญของ GDP ในไตรมาสแรกมี การลงทุน เป็นพระเอก โดยขยายตัวได้มากกว่า 10% ขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่า การเติบโตยังไม่ได้กระจายลงสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง การลงทุนจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น AI เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตประเทศ แต่รายได้และโอกาสยังไม่กระจายไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กมากนัก
ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเผชิญภาวะเติบโตแบบ K-Shape หรือเศรษฐกิจสองขั้ว คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยังเติบโตได้ดีและขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ SMEs และผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กยังฟื้นตัวได้ช้า หรือบางส่วนยังไม่สามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง

ด้านการส่งออก ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% และในเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่หากแยกดูในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ หรือประมาณ 80–90% มาจากบริษัทขนาดใหญ่
ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 3 หมื่นราย โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7,000 ราย ที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้เพียงประมาณ 17–20% เท่านั้น
สิ่งนี้สะท้อนว่าการเติบโตของภาคส่งออกไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี เงินทุน และเครื่องมือในการแข่งขันระดับสากล
แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้ไทยยังมีภาวะขาดดุลการค้า โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกต่อ ดังนั้น โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเพิ่มสัดส่วน Local Content หรือการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เพียงการเข้ามาประกอบหรือใช้ไทยเป็นฐานชั่วคราว แต่ต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่าในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และเพิ่มรายได้ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างแท้จริง
SMEs ไทยมีสัดส่วนรายได้ต่อเศรษฐกิจประเทศประมาณ 35% มาเป็นเวลานาน คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ SMEs สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจใหม่ กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับ SMEs ในหลายมิติ ได้แก่

1. การพัฒนาทักษะของ SMEs ให้สามารถปรับตัวต่อโลกการค้าใหม่ เข้าใจตลาด ใช้เทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น
2. การหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงกับโครงการต่าง ๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยผลักดันสินค้าจาก SMEs ให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับสินค้าและมาตรฐานการผลิต
3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะผลักดันร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ SMEs สามารถใช้หลักประกันรูปแบบใหม่ เช่น Cash Flow หรือกระแสเงินสด มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว
4. การนำทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property: IP มาต่อยอดเป็นเครื่องมือทางการเงิน หรือ IP Finance เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้มูลค่าของแบรนด์ สิทธิบัตร นวัตกรรม สูตรการผลิต หรือผลงานสร้างสรรค์ เป็นฐานในการเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
5. การเพิ่ม Local Content และยกระดับ SMEs ผ่านเวทีการค้า เช่น THAIFEX ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการนำผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น เชื่อมโยงกับผู้ซื้อ นักลงทุน และคู่ค้าจากต่างประเทศ
ในมิติการเจรจาการค้า ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเจรจาการค้าจึงต้องใช้ความรอบคอบสูง เพราะการดำเนินนโยบายกับประเทศหนึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น การเดินทางเข้าร่วมงาน Select USA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนในสหรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องให้ความสำคัญกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยด้วย การวางสมดุลเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ ในการประชุม APEC ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับรัฐบาลจีน โดยพบว่า แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนมีทิศทางที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศเป้าหมาย ผ่านการลงทุน การใช้วัตถุดิบในประเทศ และการให้ประเทศเป้าหมายเป็นฐานหลักในการผลิตและเชื่อมโยงตลาด
ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงพยายามผลักดันโครงการนำร่อง หรือ Pilot Project ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะเกษตรแปรรูป เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสามารถใช้วัตถุดิบที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของไทยได้มากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และทำให้รายได้กระจายกลับไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ
ขณะเดียวกัน ในการลงทุนด้านการผลิต รัฐบาลไทยได้ขอให้พิจารณารูปแบบการลงทุนที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตภายในประเทศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดปัญหา Transshipment และทำให้การส่งออกของไทยมีความโปร่งใส แข่งขันได้ และยั่งยืนมากขึ้น
ในบริบทนี้ ทีมประเทศไทย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดึงดูดการลงทุนและการเจรจาการค้าไม่สามารถทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ในโอกาสการเดินทางไปฝรั่งเศส กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับนักลงทุนยุโรป ซึ่งมีเสียงเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ไทยเร่งสรุปความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ Thailand–EU FTA โดยในการประชุมรอบที่ 9 ปลายเดือนนี้ มีความคืบหน้าไปแล้ว 11 Chapter และยังเหลืออีก 13 Chapter ที่ต้องเจรจา โดยจะพยายามรวบประเด็นให้เหลือประมาณ 6 Chapter เพื่อเร่งให้การเจรจาเดินหน้าได้เร็วขึ้น
หากไทยสามารถเดินหน้า FTA สำคัญได้ จะช่วยเปิดตลาดใหม่ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
โลกเปลี่ยนไปแล้ว และไทยต้องปรับตัวให้ทันกับโลกปัจจุบันให้ได้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
ติดตามเราได้ที่


