บุกทลายเครือข่ายนอมินีทุนจีน ยึดบ้านหรู 33 หลัง มูลค่ากว่า 1,275 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เปิดโต๊ะแถลงข่าวผลการปฏิบัติการตรวจค้นและทลายเครือข่ายนอมินีชาวต่างชาติครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มทุนจีนสีเทาในประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและนิติกรรมอำพรางในการเข้ามากว้านซื้อบ้านหรูในนามนิติบุคคล โดยพบมูลค่าความเสียหายและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องสูงถึง 1,275 ล้านบาท การแถลงข่าวในครั้งนี้มีการแจกแจงรายละเอียดพฤติการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนไปจนถึงการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

 

นโยบายและการบูรณาการข้อมูลเพื่อปราบปราม

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ชี้แจงว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อนโยบายระดับชาติที่สั่งการโดยตรงจาก ท่านนายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร และ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ที่เน้นย้ำให้ปราบปรามกลุ่มนอมินีต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างผิดกฎหมาย

ทางด้าน พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์ รอง ผกก.4 บก.ปอศ. ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการบูรณาการข้อมูลร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ประกอบกับการได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้พักอาศัยในหมู่บ้านหรูย่านถนนกรุงเทพกรีฑาและถนนพัฒนาการ ว่าพบเห็นกลุ่มคนต่างด้าวชาวจีนเข้ามาพักอาศัยรวมตัวกันเป็นจำนวนมากอย่างผิดสังเกต เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบลึกลงไป จึงพบความผิดปกติว่าบ้านหรูในโครงการต่างๆ จำนวนถึง 33 หลัง ถูกซื้อในนามของบริษัทนิติบุคคล ซึ่งนำไปสู่การสืบสวนขยายผลจนพบโครงข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่

 

 

เจาะลึกพฤติการณ์ 3 ตัวละครหลัก การสร้างบริษัทเงา

ลำดับเหตุการณ์และพฤติการณ์ของกลุ่มผู้กระทำความผิดอย่างละเอียด โดยขบวนการนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2564 นำโดยบุคคลสำคัญ 3 ราย ได้แก่ นายห่าวเติ้ง ชาวจีนซึ่งเป็นนายทุนหลัก, นางสาวปิยานุช แฟนสาวชาวไทย (อายุ 24 ปีในขณะนั้น) และ นางสาคร มารดาของนางสาวปิยานุช

พฤติการณ์ของกลุ่มนี้เริ่มต้นจากการให้ นางสาวปิยานุช และ นางสาคร เป็นผู้ถือหุ้นหลักในการจัดตั้งบริษัทแห่งแรก จากนั้นภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ขบวนการนี้ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 33 บริษัท โดยมีจุดประสงค์เดียวคือเพื่อนำบริษัทเหล่านี้ไปเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หมู่บ้านหรูจำนวน 3 โครงการ รวม 33 หลัง มูลค่า 1,275 ล้านบาท

ความผิดปกติที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบคือ งบการเงินของบริษัทเหล่านี้มีการระบุว่าชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน แต่กลับไม่มีรายได้หรือการประกอบธุรกิจใดๆ ที่จะสามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลเพื่อนำไปซื้อบ้านราคาแพงได้ อีกทั้งเมื่อตรวจสอบประวัติของผู้ถือหุ้นชาวไทย พบว่า นางสาคร มีอาชีพเพียงเกษตรกรทำสวนยางพาราที่จังหวัดเลย ในขณะที่ นางสาวปิยานุช ปัจจุบันทำงานเป็นเพียงพนักงานขายเบเกอรี่เท่านั้น หลักฐานทั้งหมดจึงชี้ชัดว่าเงินทุนมหาศาลแท้จริงแล้วมาจาก นายห่าวเติ้ง ทั้งสิ้น

 

 

3 รูปแบบการใช้ช่องโหว่ฮุบอสังหาริมทรัพย์

พร้อมยังได้จำแนกวิธีการที่ขบวนการนี้นำเงินจากนายทุนจีนมาซื้อบ้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่:

รูปแบบที่ 1 จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยชื่อคนไทย จากนั้นนำเงินจากนายห่าวเติ้งไปซื้อบ้านให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยทำการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในภายหลัง

รูปแบบที่ 2 จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยชื่อคนไทย จากนั้นทำการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นให้เป็นกลุ่มชาวจีนรายอื่น แล้วจึงนำเงินทุนจากชาวจีนเหล่านั้นมาซื้อบ้าน

รูปแบบที่ 3 จัดตั้งบริษัทเพื่อซื้อบ้านจำนวน 28 หลัง โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการปล่อยเช่าให้กับชาวจีนด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันปล่อยเช่าไปแล้ว 11 หลัง และอยู่ระหว่างหาลูกค้าอีก 17 หลัง

 

ตัวการสำคัญ ผู้จัดการระบบ “บริษัทกฎหมายและเอเจนซี่”

เพื่อให้ขบวนการนี้ดำเนินการได้อย่างแนบเนียน จำเป็นต้องมีบุคคลที่คอย “จัดการระบบ” อย่างเป็นมืออาชีพ เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่ามีบริษัทที่เข้ามามีส่วนร่วมในการอำนวยความสะดวก 3 แห่งหลัก ได้แก่ บริษัท ทีเอ ลอว์เฟิร์ม (TA Law Firm) ซึ่งทำหน้าที่ควบรวมทั้งการเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายและบริษัทรับทำบัญชี คอยดูแลการจดทะเบียนบริษัทเถื่อนทั้งหมด นอกจากนี้ ในส่วนของการหาลูกค้าและปล่อยเช่าบ้าน จะดำเนินการผ่านบริษัทนายหน้า หรือ เอเจนซี่ 2 แห่ง คือ บริษัท ซันชายน์ พร็อพเพอร์ตี้ และ บริษัท ยูนีค พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งจากการตรวจสอบไส้ในพบว่าบริษัทเอเจนซี่ทั้งสองแห่งนี้ ก็ถูกจัดตั้งขึ้นโดยใช้นอมินีคนไทยเป็นตัวแทนเช่นเดียวกัน

 

เปิดโกดังของกลางและหลักฐานมัดตัว

ในการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำสื่อมวลชนเดินตรวจสอบโต๊ะจัดแสดงของกลางที่ยึดมาได้จากการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 20 จุด ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน ถึง 7 กรกฎาคม โดยของกลางที่สำคัญประกอบด้วย โฉนดที่ดินที่ออกในนามนิติบุคคลทั้งหมด, สัญญาซื้อขาย, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ใบเสร็จรับเงิน และงบการเงินที่แสดงผลขาดทุน

หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่มัดตัวผู้กระทำผิดคือ เอกสารการเซ็นโอนหุ้นลอย” ซึ่งพบว่านางสาวปิยานุชและมารดาได้ลงลายมือชื่อทิ้งไว้เพียงฝ่ายเดียว เพื่อรอนายห่าวเติ้งสั่งการให้นำไปโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบสัญญาเช่าบ้านที่ถูกพิมพ์เป็นภาษาจีนทั้งหมด และคีย์การ์ดคอนโดมิเนียมจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งบริษัทเหล่านี้ยังเป็นช่องทางในการนำชาวจีนเข้ามาสวมรอยเป็นพนักงาน เพื่อขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และต่อวีซ่าอยู่ในประเทศไทยอีกด้วย

 

การตอบข้อซักถามสื่อมวลชน คุมเข้มผู้ต้องหา สกัดการหลบหนี

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว สื่อมวลชนได้สอบถามถึงประเด็นสถานะปัจจุบันของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย (นายห่าวเติ้ง, นางสาวปิยานุช และนางสาคร) ว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผู้ต้องหาหลักทั้ง 3 ราย รวมถึงนายห่าวเติ้ง ยังคงพำนักอยู่ในประเทศไทย และขณะนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายจับดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาเดินทางออกนอกประเทศได้

สรุปผลการดำเนินคดีในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีรวม 35 บริษัท (บ้านเดี่ยว 33 บริษัท และเอเจนซี่ 2 บริษัท) โดยมีผู้เกี่ยวข้องที่เตรียมถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย แบ่งเป็นคนไทย 4 ราย และคนจีน 17 ราย ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 112 และ 113

 

บทสรุปและข้อห่วงใยถึงประชาชน

ก่อนจบการแถลงข่าว พล.ต.ต. ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ได้กล่าวฝากข้อห่วงใยและเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่า ปัจจุบันรูปแบบของนอมินีได้พัฒนาไปสู่การพยายามถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายไทยอย่างร้ายแรง

“การเป็นนอมินีนั้น ผู้ที่กระทำความผิดและต้องรับโทษไม่ได้มีเพียงแค่ชาวจีนเท่านั้น แต่ตัวคนไทยที่เข้ามาร่วมกระบวนการ รวมถึงบริษัทที่คอยช่วยจัดการระบบ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานกฎหมาย บริษัทบัญชี หรือบริษัทเอเจนซี่ ล้วนมีความผิดทั้งสิ้น เพราะหากไม่มีบริษัทเหล่านี้คอยอำนวยความสะดวก กลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่สามารถกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้ ดังนั้นทางตำรวจจึงขอเตือนผู้ที่กำลังคิดจะรับจ้างเป็นนอมินีให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งรายงานผลการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และบ้านหรูทั้งหมด ไปยังกรมที่ดินแล้ว เพื่อเตรียมการเข้าสู่ขั้นตอนการจำหน่ายที่ดินตามประมวลกฎหมายต่อไป ถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงและขุดรากถอนโคนเครือข่ายทุนจีนสีเทาอย่างเป็นรูปธรรม